Facebook Pixel
ศาลเจ้ายาสุคุนิ Yasukuni Shrine

ศาลเจ้ายาสุคุนิ Yasukuni Shrine ศาลเจ้าแห่งประวัติศาสตร์และจุดชมซากุระใจกลางโตเกียว

ถ้าใครมีโอกาสไป เที่ยวญี่ปุ่น แล้วแวะมาแถวย่านคุดันชิตะ (Kudanshita) จะสังเกตเห็นเสาโทริอิโลหะสีบรอนซ์ขนาดมหึมาตั้งตระหง่านดึงดูดสายตามาแต่ไกล นั่นคือทางเข้าสู่ "ศาลเจ้ายาสุคุนิ" ศาลเจ้าชินโตสถานที่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวเข้มข้นบทบาทสำคัญ ทั้งในด้านประวัติศาสตร์ การเมือง วัฒนธรรมของญี่ปุ่น และยังเป็นจุดชมซากุระยอดนิยมในฤดูใบไม้ผลิอีกด้วย

 

ประวัติของศาลเจ้ายาสุกุนิ

 

ศาลเจ้ายาสุกุนิถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1869 ในช่วงต้นยุคเมจิ โดยจักรพรรดิเมจิ เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานสำหรับรำลึกถึงผู้ที่เสียชีวิตในสงครามเพื่อประเทศ

 

เดิมศาลเจ้าแห่งนี้มีชื่อว่า โตเกียว โชคนฉะ (Tokyo Shokonsha) ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น “ยาสุกุนิ” ในปี ค.ศ. 1879 ซึ่งมีความหมายว่า “ประเทศที่สงบสุข”

 

ภายในศาลเจ้าแห่งนี้มีการบันทึกชื่อของผู้เสียชีวิตจากสงครามต่าง ๆ ของญี่ปุ่นกว่า 2.4–2.5 ล้านคน ครอบคลุมตั้งแต่ สงครามโบชิง (Boshin War) ช่วงการปฏิรูปเมจิ, สงครามจีน–ญี่ปุ่นครั้งที่ 1, สงครามรัสเซีย–ญี่ปุ่น, สงครามโลกครั้งที่ 1, สงครามจีน–ญี่ปุ่นครั้งที่ 2 และสงครามแปซิฟิกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

 

ด้วยเหตุนี้ ศาลเจ้ายาสุกุนิจึงถือเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศ และเป็นสถานที่ที่ครอบครัวของทหารญี่ปุ่นจำนวนมากเดินทางมารำลึกถึงผู้เสียชีวิต

 

 

จุดเด่นของศาลเจ้ายาสุกุนิ

 

สิ่งที่โดดเด่นอย่างหนึ่งของศาลเจ้าแห่งนี้คือ เสาโทริอิขนาดใหญ่ที่ทำจากเหล็กและทองแดง ซึ่งแตกต่างจากศาลเจ้าทั่วไปที่มักสร้างจากไม้ทาสีแดง

 

เสาโทริอินี้เป็นสัญลักษณ์ของการเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นในช่วงเมจิ และทำให้ศาลเจ้ายาสุกุนิมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนศาลเจ้าอื่น ๆ ในประเทศ

 

โครงสร้างอาคารหลักของศาลเจ้าในปัจจุบันสร้างด้วยโครงเหล็กน้ำหนักรวมกว่า 100 ตัน ถือเป็นหนึ่งในศาลเจ้าชินโตขนาดใหญ่ของกรุงโตเกียว

 

 

พิพิธภัณฑ์สงครามยูชูคัง

 

ถัดจากตัวศาลเจ้า แนะนำให้ลองเข้าไปที่พิพิธภัณฑ์ "ยูชูคัง" (Yushukan Museum) รับรองว่าสายประวัติศาสตร์ต้องตาลุกวาว เพราะที่นี่เขาขนอาวุธยุทโธปกรณ์ของจริงมาให้ดูแบบใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินรบ Zero อันโด่งดังจากสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 รถไฟหัวจักรไอน้ำโบราณ ไปจนถึงชุดเกราะซามูไรและดาบคาตานะที่ยังดูทรงพลัง การเดินดูที่นี่เหมือนได้นั่งไทม์แมชชีนย้อนไปเห็นภาพญี่ปุ่นในยุคต่างๆ ทำให้เราเข้าใจจิตวิญญาณและความเป็นญี่ปุ่นได้ลึกซึ้งขึ้นเยอะเลย

 

 

ความเชื่อแบบชินโตกับศาลเจ้ายาสุกุนิ

 

ศาลเจ้ายาสุกุนิเป็นศาลเจ้าตามความเชื่อของศาสนาชินโต เป็นศาสนาดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่มีรากฐานมายาวนาน ตามความเชื่อของชินโต วิญญาณของผู้เสียชีวิตสามารถได้รับการสถิตในศาลเจ้าเพื่อให้ผู้คนเคารพบูชาและระลึกถึง จึงมีการอัญเชิญดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตจากสงครามมาไว้ที่ศาลเจ้าแห่งนี้

 

นอกจากนี้ยังมีศาลเจ้าขนาดเล็กชื่อ ศาลเจ้าชินเรย์ฉะ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับทุกดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตจากสงครามอีกด้วย

 

 

จุดชมซากุระชื่อดังของโตเกียว

 

นอกจากความสำคัญทางประวัติศาสตร์แล้ว ศาลเจ้ายาสุกุนิยังเป็นหนึ่งในจุดชมซากุระที่มีชื่อเสียงในโตเกียว ไฮไลต์ที่ทำให้ยาสุคุนิกลายเป็นพิกัดยอดฮิตในช่วงฤดูใบไม้ผลิคือ "ต้นซากุระพยากรณ์" ภายในศาลเจ้ามีต้นซากุระสายพันธุ์โซเมโยชิโนะที่กรมอุตุฯ ญี่ปุ่นใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินว่าปีนี้ซากุระในโตเกียวจะบานเป็นทางการเมื่อไหร่ ถ้าต้นนี้เริ่มออกดอกครบ 5-6 ดอกเมื่อไหร่ เตรียมตัวเตรียมกล้องไว้ให้พร้อม เพราะนั่นคือสัญญาณว่าเทศกาลชมดอกไม้ทั่วเมืองหลวงได้เริ่มขึ้นแล้ว 

 

นอกจากนี้บริเวณทางเดินและพื้นที่ภายในศาลเจ้ามีต้นซากุระหลายร้อยต้น เมื่อถึงช่วงปลายเดือนมีนาคมของทุกปี ดอกซากุระจะบานสะพรั่งปกคลุมทั่วพื้นที่ กลีบดอกซากุระสีชมพูที่โปรยลงบนทางเดินหินและหลังคาศาลเจ้าท่ามกลางความสงบ สร้างบรรยากาศสวยแบบคลาสสิกมากๆ ทำให้สถานที่แห่งนี้มีบรรยากาศที่แตกต่างจากสวนสาธารณะทั่วไป และกลายเป็นอีกหนึ่งจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่มา เที่ยวญี่ปุ่น ในฤดูใบไม้ผลิ

 

ศาลเจ้ายาสุกุนิ

การเดินทาง : นั่งรถไฟใต้ดินมาลงที่สถานี Kudanshita แล้วเดินขึ้นมานิดเดียวก็ถึงแล้ว

เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวันตั้งแต่ 06.00 น. ส่วนเวลาปิดจะปรับตามฤดูกาล (ประมาณ 17.00 - 19.00 น.)

ค่าเข้าชม : บริเวณศาลเจ้าเข้าชมฟรี ส่วนพิพิธภัณฑ์ยูชูคังจะมีค่าเข้าชมแยกต่างหาก

 

 

สำหรับผู้ที่สนใจวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ หากมีโอกาส เที่ยวญี่ปุ่น หรือ ทัวร์ญี่ปุ่น ในกรุงโตเกียว การแวะมาเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ ถือเป็นสถานที่สำคัญที่สะท้อนเรื่องราวในอดีตของญี่ปุ่นอย่างลึกซึ้ง และหากมาช่วงฤดูใบไม้ผลิที่นี่ยังเป็นพิกัดชมซากุระสวยคลาสสิกที่ไม่ควรพลาดเลยค่ะ